มีนิสัยใช้เงินเกินตัว อย่าคิดจะมีบัตรเครดิตเป็นอันขาด
บัตรเครดิตในสายตาของหลายคนอาจเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สะดวกสบายและมาพร้อมสิทธิประโยชน์มากมายที่ช่วยให้การใช้ชีวิตคล่องตัวขึ้นทั้งการผ่อนชำระสินค้า การสะสมแต้มแลกของรางวัล หรือการรับเงินคืนจากยอดใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่สำหรับคนที่มีนิสัยใช้เงินเกินตัวโดยที่ยังไม่สามารถควบคุมความอยากได้อยากมีของตัวเองได้ดีพอ การครอบครองบัตรเครดิตกลับเปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ตัวเองเดินเข้าสู่กับดักหนี้ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ตั้งแต่วินาทีแรกที่รูดบัตรซื้อของชิ้นแรกในราคาหลักพันบาท เพราะกลไกของบัตรที่ทำให้ความเจ็บปวดในการจ่ายเงินลดลงรวมกับโปรโมชั่นที่กระตุ้นให้อยากใช้จ่ายเพื่อให้ถึงยอดที่กำหนด จะค่อยๆ ผลักให้ยอดหนี้จากหลักหมื่นกลายเป็นหลักแสนได้ภายในเวลาไม่กี่เดือนโดยที่เจ้าของบัตรแทบไม่ทันตั้งตัว
บัตรเครดิตกับกลไกที่ทำให้คนใช้เงินไม่รู้ตัว
บัตรเครดิตถูกออกแบบมาให้การจ่ายเงินรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าการควักเงินสดออกจากกระเป๋าเป็นปึกๆ หลายพันบาทมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้รูดบัตรเพื่อซื้อรองเท้าคู่ใหม่ราคา 6000 บาท ความรู้สึกเสียดายเงินจะเจือจางกว่าการถือธนบัตรหกพันบาทแล้วยื่นให้พนักงานอย่างเห็นได้ชัด และด้วยกลไกทางจิตวิทยาแบบนี้เองที่ทำให้สมองของผู้ใช้ปลดเบรกการยับยั้งชั่งใจในการใช้จ่ายลงโดยอัตโนมัติ จนหลายครั้งกลายเป็นว่าไม่เพียงแค่ปล่อยเบรกเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นเหยียบคันเร่งให้ตัวเองอยากได้อยากซื้อของชิ้นต่อไปเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าโดยไม่ทันได้คิดถึงยอดหนี้ที่กำลังสะสมอยู่ในใบแจ้งยอดปลายเดือน
ของรางวัลและโปรโมชั่นที่กลายเป็นกับดักดอกเบี้ย
สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจสมัครบัตรเครดิตคือแต้มสะสม เงินคืน หรือไมล์แลกตั๋วเครื่องบินที่ดูเหมือนได้ของฟรีจากการใช้จ่ายปกติ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับคนที่ควบคุมการใช้เงินไม่ได้คือเมื่อยอดใช้จ่ายเริ่มเกินกำลังจ่ายในแต่ละเดือน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่คิดทบต้นทบดอกจะกลืนกินมูลค่าของรางวัลทั้งหมดไปอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าของบัตรแทบไม่รู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้นโปรโมชั่นประเภทใช้ครบ 50000 บาทภายใน 3 เดือนเพื่อรับโบนัส 5000 บาท ยังเป็นตัวเร่งให้คนที่ปกติใช้จ่ายเดือนละ 15000 บาท พยายามหาทางซื้อของที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ถึงยอดตามเงื่อนไข จนสุดท้ายรางวัลที่ได้มาหลักพันกลับแลกกับหนี้หลักหมื่นที่ต้องผ่อนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปีไปอีกหลายเดือน
เมื่อจ่ายไม่เต็มจำนวนคือสัญญาณว่าหนี้กำลังจะก้อนใหญ่
สำหรับคนที่มีนิสัยใช้เงินเกินตัว การจ่ายยอดขั้นต่ำ 10% ของบัตรเครดิตทุกเดือนถือเป็นจุดเริ่มต้นของวังวนหนี้ที่หยุดยาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ยอดคงค้าง 30000 บาทถูกจ่ายไปเพียง 3000 บาท ดอกเบี้ยจะถูกคิดจากยอด 27000 บาทที่เหลือทันที และเมื่อเดือนถัดไปยังคงใช้จ่ายเพิ่มเข้าไปอีก 20000 บาทโดยที่รายได้เท่าเดิม หนี้ก็จะทบกลายเป็น 47000 บาทบวกดอกเบี้ยของยอดเดิมอย่างรวดเร็ว จนผ่านไปเพียงครึ่งปีภาระหนี้อาจพุ่งขึ้นไปถึง 80000 100000 บาทโดยที่เจ้าตัวยังรู้สึกว่าใช้บัตรแค่ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ แต่ละครั้งเท่านั้น
เครดิตสกอร์พังเพราะวงเงินเต็มตลอดเวลา
พฤติกรรมใช้เงินเกินตัวมักมาคู่กับการใช้วงเงินบัตรเครดิตจนเกือบเต็มทุกใบที่มีอยู่ในมือ ซึ่งการที่บัตรวงเงิน 60000 บาทถูกใช้ไปแล้ว 55000 บาทนั้นส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพราะอัตราการใช้วงเงินที่สูงเกินไปจะทำให้ธนาคารมองว่าผู้ถือบัตรมีความเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้ และเมื่อต้องไปยื่นกู้ซื้อคอนโดหรือขอสินเชื่อรถยนต์ในอนาคต โอกาสที่จะถูกปฏิเสธหรือได้ดอกเบี้ยแพงกว่าคนอื่นก็สูงขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าจะพยายามจ่ายตรงเวลาทุกเดือนก็ตาม เพราะระบบการคำนวณคะแนนเครดิตให้ความสำคัญกับสัดส่วนหนี้ต่อวงเงินที่มีมากกว่าประวัติการจ่ายตรงเพียงอย่างเดียว
วิธีตัดไฟตั้งแต่ต้นลมสำหรับคนที่รู้ตัวว่าใช้เงินเกินตัว
คนที่ประเมินตัวเองแล้วว่าห้ามใจไม่ไหวทุกครั้งที่เห็นป้ายลดราคา 50% หรือของใหม่คอลเลกชันลิมิเต็ด ควรเลือกที่จะไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กับสิ่งยั่วยุเหล่านั้นตั้งแต่แรก การใช้เงินสดหรือการโอนจ่ายผ่านบัญชีที่มีเงินอยู่จริงเท่านั้นจะทำให้ผู้ใช้รับรู้ถึงความมั่งคั่งที่ลดลงไปทันทีที่ซื้อของราคา 2500 บาท ต่างจากการรูดบัตรที่ยอดเงินในบัญชียังคงอยู่เท่าเดิมจนกว่าจะถึงวันสรุปยอด และการจำกัดตัวเองให้มีบัตรเครดิตเพียงใบเดียวพร้อมทั้งโทรไปขอลดวงเงินให้เหลือแค่ 20000 30000 บาท ก็เป็นการสร้างเพดานบังคับที่ไม่ให้ตัวเองสามารถก่อหนี้ก้อนใหญ่ได้แม้ในวันที่อารมณ์ชั่ววูบอยากได้กระเป๋าใบละ 40000 บาทก็ตาม เพราะข้อจำกัดทางกายภาพของวงเงินจะเป็นสิ่งที่ช่วยดึงสติได้ดีกว่าการสัญญากับตัวเองลอยๆ ว่าจะไม่ใช้เกินตัว
สรุป
- คนที่มีนิสัยใช้เงินเกินตัวไม่ควรมีบัตรเครดิต เพราะบัตรเครดิตถูกออกแบบมาให้การจ่ายเงินรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าจ่ายเงินสด ทำให้ปลดเบรกการยับยั้งชั่งใจและใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- แต้มสะสม เงินคืน หรือโปรโมชั่นใช้ครบยอดเพื่อรับโบนัส มักกลายเป็นกับดักสำหรับคนที่คุมการใช้เงินไม่ได้ เพราะเมื่อใช้จ่ายเกินตัวจนต้องจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปี มูลค่ารางวัลที่ได้จะถูกดอกเบี้ยกลืนไปทั้งหมด และอาจแลกกับหนี้หลักหมื่นหรือหลักแสน
- การจ่ายแค่ยอดขั้นต่ำ 10% ทุกเดือนคือสัญญาณอันตราย เพราะดอกเบี้ยจะคิดทบจากยอดคงค้างทันที ทำให้หนี้ 30000 บาทที่จ่ายไปเพียง 3000 บาทกลายเป็น 27000 บาทบวกดอกเบี้ย และถ้ายังใช้เพิ่มเดือนละ 20000 บาท หนี้จะทบขึ้นเป็น 80000 100000 บาทภายในครึ่งปี
- ใช้วงเงินบัตรเกือบเต็มตลอดเวลา เช่น ใช้ไป 55000 บาทจากวงเงิน 60000 บาท จะทำให้เครดิตสกอร์เสีย เพราะอัตราการใช้วงเงินสูงทำให้ธนาคารมองว่ามีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้กู้ซื้อคอนโดหรือขอสินเชื่อรถยนต์ยากขึ้น หรือได้ดอกเบี้ยแพงกว่าเดิม แม้จะจ่ายตรงเวลาก็ตาม
- วิธีป้องกันสำหรับคนที่รู้ตัวว่าห้ามใจไม่ได้ คือเลือกใช้เงินสดหรือโอนจากบัญชีที่มีเงินอยู่จริงเท่านั้น เพื่อให้รู้สึกถึงเงินที่หายไปทันที และควรจำกัดให้มีบัตรเครดิตใบเดียวพร้อมขอลดวงเงินให้เหลือแค่ 20000 30000 บาท เพื่อสร้างเพดานบังคับไม่ให้ก่อหนี้ก้อนใหญ่ตอนอารมณ์ชั่ววูบได้

Comments
Post a Comment